


ครูพี่เทพ หรือ ครูสุเทพ มีวัฒนะ เป็นลูกคนสุดท้องคนที่หกของคุณแม่ซิ้วบ้วย แซ่อื้อ กับคุณพ่อแกละ มีวัฒนะ ชาวไทยเชื้อสายจีน เกิดปี พ.ศ.2513 เติบโตที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จบการศึกษาจาก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
หลังจากเรียนจบ ยังไม่ได้ทำงานประจำ ก็ได้เดินทางไปดูแลพี่สาวซึ่งมีครอบครัวอยู่เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 ใช้ชีวิตเรื่อยๆ ไม่รู้จะทำงานอะไรอยู่ประมาณ 2 ปี จึงมีความคิดอยากกลับเมืองไทยไปทำงานเป็นไกด์น่าจะดี เพราะพูดฟังภาษาอิตาเลียนได้ แต่แฟนสาวชาวอิตาเลียนไม่อยากให้กลับเมืองไทยและพร้อมดูแลสนับสนุนด้วยความรัก แต่ได้ปฏิเสธน้ำใจจากเธอไป จนตัดสินใจสมัครทำงานที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในเมืองนาโปลี ทั้งความเร่งด่วน กลิ่น ควัน และความร้อน บวกกับชีวิตลูกจ้างไปเช้ากลับดึก ทำให้โรคไซนัสที่เป็นโรคประจำตัวกำเริบ ทำงานได้เดือนเดียวจึงลาออก
ชีวิตเตะฝุ่นว่างงานต่อไป บังเอิญเห็นหนังสือเรื่องการนวดของวัดโพธิ์ที่เพื่อนคนหนึ่งนำมาจากเมืองไทย เมื่ออ่านจนจบ คิดว่าเข้าใจดีแล้ว จึงลองไปนวดรักษาคนๆ หนึ่ง แต่เขาไม่โอเคเลย แต่ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ขอไปนวดให้คนที่ 2 ซึ่งปวดหลังมาก ปวดมา 20 ปี คือ ชินญอร์แมรี่ คราวนี้คนป่วยอาการดีขึ้นแล้วก็หายปวด ได้รับเงินพิเศษมาประมาณ 5,000 บาท เมื่อ 25 ปีก่อนถือว่าเป็นจำนวนเงินไม่ใช่น้อยๆ ทำให้ใจพองฟูมาก คิดว่านี่แค่เรียนจากหนังสือเท่านั้นเอง
จากคนที่ไม่ชอบงานนวดเลย หลังจากนั้นจึงได้กลับเมืองไทยเพื่อตั้งใจเรียนนวดจริงจัง เรียนดะไปหมด เรียนกับครูอาจารย์หลายท่านหลายสำนัก และปีพ.ศ.2541 ได้กลับไปนวดให้ฝรั่งที่อิตาลีต่อ ซึ่งซินญอร์แมรี่ที่เป็นนักธุรกิจคนดังในเมืองนั้น ช่วยบอกต่อและนัดลูกค้าให้ โดยให้คิดค่านวดชั่วโมงละ 50 ยูโร แทนราคาเดิมที่ตั้งไว้ 35 ยูโรอีกด้วย สมัยนั้นเมืองนาโปลีถือเป็นเมืองยากจน เฉพาะคนมีเงินเท่านั้นที่จะนวดได้ ผู้ป่วยจึงเป็นกลุ่มหมอ ทนาย และนักธุรกิจ ที่ไว้วางใจให้ดูแลสุขภาพและรักษากันทั้งครอบครัว
สิ่งที่ค้นพบตอนนั้นคือ ศาสตร์นวดไทยบางอย่างไม่เหมาะกับฝรั่ง ความรู้บางเรื่องต้องนำมาปรับใช้ ที่สำคัญพอเถียงกับ Physiotherapist ของฝรั่ง หรือชอบเรียกกันว่า ฟิซิโอ้ จะเถียงสู้เขาไม่ได้ เพราะเรียนแต่ภาคปฏิบัติจากเมืองไทยมา ไม่มีทฤษฎี ไหนจะเรื่องภาษาอีกด้วย จึงแค้นใจว่ามีวิชาดีๆ แก้ปัญหาให้คนป่วยเหมือนกัน แต่อธิบายไม่ได้ เพราะความรู้และประสบการณ์ยังไม่มากพอ
นั่นคือเหตุผลที่ตั้งใจเป็นนักเรียนอีกหน ในช่วงปีพ.ศ.2543-2545 เรียนวิชาฝังเข็มกับหมออิตาเลียนที่กรุงโรม ซึ่งยุคนั้นเปิดให้คนทั่วไปเข้าไปเรียนได้ ใช้ตำราภาษาอิตาเลียนเล่มหนามากๆ มีนัดเรียนทุกเสาร์อาทิตย์ต่อเนื่อง 2 ปี โดยนั่งรถไฟหวานเย็นจากนาโปลีไปกรุงโรมเที่ยวละ 3 ชั่วโมงกว่าๆ
ในกลุ่มที่เรียนในรุ่นมี 40 คน มีแต่คนอิตาเลียนที่เป็นหมอกับฟิซิโอ้ เว้นแต่ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง แล้วก็พบความอะเมซิ่งเมื่อได้รู้ว่าถ้าไม่ได้ไปเรียนนวดไทยที่เน้นเรื่องเส้น จะไม่สามารถเรียนรู้เรื่องฝังเข็มได้เลย จนถึงทุกวันนี้เพื่อนหมอกับฟิซิโอ้กลุ่มนี้ยังโทรมาสอบถามวิธีรักษาอาการอยู่เสมอ
ความจริงอีกอย่างที่เจอที่ได้ค้นพบที่สำนักแห่งนี้ก็คือ วิชาที่สุดยอดกว่าการฝังเข็ม และยากกว่าคือ การกดจุด เพราะนิ้วต้องแข็งแรงมากและฝึกฝนอย่างหนัก แต่สิ่งสำคัญคือให้ผลลัพธ์ในการรักษาต่างกันมากมาย โดยการกดจุดช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องเส้นประสาทได้ฉมังมาก ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาให้ผู้ป่วยหายได้จริง
ถึงจะหมดค่าเรียนค่ารถไปเป็นล้านบาทในช่วง 2 ปีนั้น แต่เป็นการเรียนรู้ที่คุ้มค่ามากๆ เพราะได้มีโอกาสต่อยอดความรู้เรื่องนวดให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก คือวิชากดจุดของจีน (ตุ๊ยนา) และนวดซัตสึของญี่ปุ่น รวมทั้งการนวดของฝรั่ง แถมยังได้แชร์ความรู้ ประสบการณ์กับเพื่อนๆ หมอและฟิซิโอ้เยอะมากทั้งระหว่างเรียนและเลิกเรียน
พอจบหลักสูตร บวกกับประสบการณ์ทั้งถูกและผิด จึงได้นำความรู้นี้มาปรับเป็น “ภาคปฏิบัติ” เป็นเทคนิคเฉพาะของตัวเอง โดยยึดหลักหมอนวดเพียงคนเดียว แต่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้ป่วยได้ทุกระบบ คือ ระบบกล้ามเนื้อ ระบบเส้นเอ็น ระบบเส้นประสาท และระบบกระดูก ไม่งั้นจะเหมือนฝรั่ง เวลาป่วยต้องไปหาหมอเฉพาะทางถึง 4 คน 4 หมอ และจุดอ่อนของหมอยุโรปทุกประเทศ โดยเฉพาะเนเธอแลนด์ คือ เก่งทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติกลับแก้ปัญหาผู้ป่วยไม่ได้
หลังจากแต่งงานกับภรรยาคนไทย และย้ายมาอยู่ที่เมืองอัลเมียร์ ประเทศเนเธอแลนด์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 จนถึงปัจจุบัน ก็ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ตรงเรื่องการนวดรักษาผู้ป่วยในยุโรป โดยเฉพาะอิตาลีและเนเธอแลนด์อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 25 ปีเศษ ยังไม่เคยเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น โดยไม่ได้เลือกสถานะกลุ่มผู้ป่วยว่าเป็นใคร ทั้งครอบครัวของนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับโลกซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน นักฟุตบอล กุ๊กในครัว ทนายความ คนแก่ในหมู่บ้าน ฯลฯ ถ้าป่วยจะช่วยได้เสมอ เพราะในจิตวิญญาณของความเป็น “หมอ” ที่อยู่ในใจของผม ทำให้ได้เห็นตลอดมาว่า มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน
เวลานี้เพิ่มอาชีพครูอีกหนึ่งอาชีพ เพราะเริ่มคิดถึงความตาย คือ ถ้าตายไป วิชาก็คงตายไปด้วย จึงปฏิญาณตนไว้ว่า “ผมจะเป็นครูที่ดี และถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์อย่างหมดเปลือก เพื่อตอบแทนบุญคุณบรรพบุรุษและแผ่นดินไทย ผมต้องมีความกตัญญูต่อวิชานวดไทย และเหล่าครูบาอาจารย์ที่ทำให้ผมมีชีวิตดีๆ ในต่างประเทศ ผมจึงใช้วิชาที่ผมสกัดมาสอนให้คนไทยเท่านั้น เพื่อให้ทำได้จริง เก่งจริง แก้ปัญหา แก้อาการได้ชะงัด และได้อยู่ดีกินดี มีชีวิตที่ดีเหมือนผม
ผมอยากให้วิชานวดไทย ทำให้ทุกคนลืมตาอ้าปากได้ ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างฝรั่ง หาเงินส่งที่บ้านได้ มีชีวิตต่างแดนที่สุขสบาย แม้เราไม่ได้เรียนหมอมา แต่เราเป็นหมอทางเลือกที่ฝรั่งทึ่ง และต้องพึ่งพานวดไทยของเรา
และด้วยอานิสงส์จากการวิปัสสนากรรมฐานที่ผมได้ศึกษาและพยายามปฏิบัติมาตลอด หลังผ่านความตายครั้งแรกเพราะความเขลาตอนวัยรุ่น และต้องเผชิญทุกข์ใหญ่หลวงเพราะถูกเพื่อนรักคดโกง ผมจึงได้นำเรื่องจิตหรือสมาธิมาใส่ไว้ในหลักสูตรนวดเบญจภาคี 4 ระบบ +1 เพื่อแสดงความเคารพและกตัญญูต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงเมตตาอาทร ช่วยเหลือเหล่าเพื่อนมนุษย์บนโลก รวมทั้งผมอีกชีวิตหนึ่งด้วย
จากนี้ไป ถ้าผมตาย ผมก็จะตายตาหลับ ในเมื่อรับรู้แล้วว่า วิชานวดเบญจภาคี 4 ระบบ +1 ยังต้องอยู่คู่ลูกหลานชาวไทยเราต่อไปนานเท่านาน”
ครูพี่เทพ
สุเทพ มีวัฒนะ


